ว่านหางจระเข้ เป็นต้นพืชที่มีเนื้ออิ่มอวบ จัดอยู่ในตระกูลลิเลี่ยม (Lilium) แหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และบริเวณตอนใต้ของทวีปแอฟริกา พันธุ์ของว่านหางจระเข้มีมากมายกว่า 300 ชนิด ซึ่งมีทั้งพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่มาก จนไปถึงพันธุ์ที่มีขนาดเล็กกว่า 10 เซ็นติเมตร ลักษณะพิเศษของว่านหางจระเข้ก็คือ มีใบแหลมคล้ายกับเข็ม เนื้อหนา และเนื้อในมีน้ำเมือกเหนียว ว่านหางจระเข้ผลิดอกในช่วงฤดูหนาว ดอกจะมีสีต่างๆกัน เช่น เหลือง ขาว และแดง เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ของมัน
ว่านหางจระเข้ก็เหมือนพืชชนิดอื่นในสกุลที่สร้างอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา (arbuscular mycorrhiza) ขึ้น ซึ่งเป็นสมชีพที่ทำให้พืชดูดซึมสารอาหารและแร่ธาตุในดินได้ดีขึ้น
คุณค่าทางโภชนาการ: วุ้นและน้ำเมือกในใบว่านหางจระเข้ มีสารเคมีอยู่หลายชนิด เช่น Aloe-cmidin, Aloesin, Aloin, สารประเภท Glycoprotein และอื่นๆ ยางสีเหลืองที่อยู่ในว่านหางจระเข้ มีสารแอนทราควินโนน (anthraquinone) ที่มีฤทธิ์ช่วยขับถ่ายด้วย ใช้ทำเป็นยาดำ
สรรพคุณและการใช้ประโยชน์
ใช้เป็นยา: น้ำยางจากใบผสมกับสารส้ม ใช้กินรักษาโรคหนองใน มีการศึกษาวิจัยรายงานว่า วุ้นหรือน้ำเมือกจากใบของว่านหางจระเข้ใช้รักษาแผลไฟไหม้ การอักเสบของผิวหนัง รักษาแผลที่เกิดจากการไหม้ น้ำร้อนลวก แผลเรื้อรัง และแผลในกระเพาะอาหารได้ดี เพราะวุ้นใบมีสรรพคุณรักษาแผล ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย และช่วยสมานแผลได้ด้วย ยางในใบใช้ทำเป็นยาดำ, ยาระบาย และเป็นยาถ่ายจะออกฤทธิ์ที่ลำไส้ใหญ่ วุ้นยังใช้รักษาจุดด่างดำบนใบหน้า, ฝ้า ส่วนใบสดให้ฝานหนาๆ แล้วทาปูนแดงใช้ปิดขมับ รักษาอาการปวดศีรษะ ทำให้เย็น ดูดพิษ รากและเหง้านำไปต้มกิน รักษาโรคหนองใน
น้ำว่านหางจระเข้
ใบว่านหางจระเข้ 2 ใบ
น้ำต้มสุก 1 ถ้วย
น้ำเชื่อม 1/3 ถ้วย
วิธีทำ:
เลือกใบว่านหางจระเข้ที่มีขนาดใหญ่ โตเต็มที่ ปอกเปลือกออก แล้วล้างน้ำให้สะอาดจนหมดยางสีเหลือง นำใส่เครื่องปั่น เติมน้ำต้มสุก ปั่นให้ละเอียด กรองด้วยผ้าขาวบาง เติมน้ำเชื่อมเล็กน้อย ใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็น ควรเตรียมดื่มไม่เกิน 2 วัน
ข้อมูลอ้างอิง: หนังสือเคล็ดวิธี...กินอย่างไร? ไร้โรคภัย
No comments:
Post a Comment