Showing posts with label Healthy Fruits/คุณค่าของผลไม้. Show all posts
Showing posts with label Healthy Fruits/คุณค่าของผลไม้. Show all posts

Jun 23, 2011

Indian Gooseberry

มะขามป้อม (Indian Gooseberry) เป็นต้นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์ Euphorbiaceae เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง และมีคุณค่าทางสมุนไพรด้วย มะขามป้อมเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสระแก้ว มีชื่อพื้นเมืองอื่นอีกคือ กันโตด (เขมร - กาญจนบุรี) กำทวด (ราชบุรี) มะขามป้อม (ทั่วไป) มั่งลู่, สันยาส่า (กะเหรี่ยง - แม่ฮ่องสอน)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์: เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก-กลาง สูง 8-12 เมตร ลำต้นมักคดงอ เปลือกนอกสีน้ำตาลอมเทา ผิวเรียบหรือค่อนข้างเรียบ เปลือกในสีชมพูสด ใบเดี่ยว มีลักษณะคล้ายใบประกอบ มีใบย่อยออกเรียงกันเป็น 2 แถว คล้ายใบมะขาม ปลายใบแหลมยาวรี รูปขอบขนานติดเรียงสลับ กว้าง 0.25-0.5 ซม.ยาว 0.8-12 ซม. มีสีเขียวอ่อนเรียงชิดกัน ใบสั้นมาก เส้นแขนงใบไม่ชัดเจน
ดอกขนาดเล็กแยกเพศ แต่อยู่บนกิ่งหรือต้นเดียวกัน ออกดอกเป็นช่อตามง่ามใบ 3-5 ดอก หรือตามปลายกิ่ง ดอกหนึ่งมีกลีบดอก 5-6 กลีบ ดอกมีสีขาวหรือขาวนวล ก้านดอกสั้น ผลมีรูปร่างกลม เกลี้ยง มีเนื้อหนา 1.2-2 ซม. ผลอ่อนมีสีเขียวอ่อน ผลแก่มีสีเขียวอ่อนค่อนข้างใส มีเส้นริ้วๆ ตามยาว สังเกตได้ 6 เส้น เนื้อในผลมีสีเหลืองออกน้ำตาลเมื่อแก่ เนื้อผลรับประทานได้ มีรสฝาด เปรี้ยว ขม และอมหวาน เปลือกหุ้มเมล็ดแข็งมี 6 เส้น เมล็ดมี 6 เมล็ด
คุณค่าทางโภชนาการ: ผลมะขามป้อมมีวิตามินซีสูงมาก และมีวิตามินเอ แคลเซียม ฟอสฟอรัส กรดอินทรีย์ มีสารฝาดสมาน
สรรพคุณและการใช้ประโยชน์
ผลแก่จัด รับประทานเป็นผลไม้ ทำเป็นผลไม้กวน แช่อิ่ม และทำน้ำผลไม้
ใช้เป็นยา: เปลือกลำต้น ใช้เปลือกที่แห้ง แล้วบดให้เป็นผงละเอียด โรยแก้บาดแผลเลือดออก และแผลฟกช้ำ ใบ ใช้ใบสดมาต้มกินแก้บวมน้ำ นำมาตำพอกหรือทาบริเวณแผลผื่นคันมีน้ำหนอง น้ำเหลือง และผิวหนังอักเสบ ผล ใช้ผลสดเป็นยาบำรุง ทำให้สดชื่น แก้กระหายน้ำ แก้ไอ แก้หวัด ช่วยระบาย ขับปัสสาวะ แก้เลือดออกตามไรฟัน และคอแห้ง ผลแห้ง บดให้เป็นผงชงกินแก้โรคหนองใน แก้ตกเลือด ท้องเสีย โรคบิด แก้โรคดีซ่าน และโรคโลหิตจาง ราก ต้มกินแก้ร้อนใน แก้โรคเรื้อน แก้ความดันโลหิตสูง และแก้ท้องเสีย
น้ำมะขามป้อม
ส่วนผสม:
มะขามป้อมแก่จัด  1  ถ้วย
น้ำสะอาด  2  ถ้วย
น้ำเชื่อม  1/3  ถ้วย
เกลือป่น  1  ช้อนชา
น้ำแข็ง
วิธีทำ:
นำมะขามป้อมแก่จัดล้างน้ำให้สะอาด แกะเมล็ดออก ใส่เครื่องปั่น เติมน้ำ เติมน้ำเชื่อม เกลือป่น ปั่นให้ละเอียด ชิมรสตามใจชอบ จะได้น้ำผลไม้สีนวลๆ ขุ่น รสหวาน เปรี้ยว เค็ม และฝาดเล็กน้อย เวลาดื่มเติมน้ำแข็งบดละเอียด ดื่มแล้วชุ่มคอ ชื่นใจ

ข้อมูลอ้างอิง: หนังสือเคล็ดวิธี...กินอย่างไร? ไร้โรคภัย

Jun 22, 2011

Healthy Fruit - Tangerine

ส้มเขียวหวาน มีชื่ออื่นๆ เช่น ส้มแป้นขี้ม้า ส้มแป้นกระดาน ส้มแก้วโบราณ ส้มแสงทอง ส้มตรังกานู ส้มจันทบูร (กรุงเทพฯ) ส้มเชียงตุง มะจุก มะขาง มะขุน (เหนือ) มะบาง มะเขียว (เชียงใหม่) ลีมายือโบ ลีมาจีนา (มาเลย์ - ใต้)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์: ส้มเขียวหวาน (Tangerine: C. reticulata) เป็นไม้ผลยืนต้นขนาดเล็ก ต้นสูงประมาณ 2.5-3 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นทรงพุ่ม มีลักษณะแน่นทึบ ใบเป็นใบประกอบ ผิวใบมัน ใบสดมีกลิ่นหอมเฉพาะ ออกดอกเป็นช่อหรือดอกเดี่ยว กลีบดอกสีขาว ร่วงง่าย ดอกบานมีกลิ่นหอม ผลมีรูปร่างกลมแบนเล็กน้อย เมื่อยังอ่อนมีสีเขียวผิวมัน ผิวผลจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อแก่สุก
เริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุ 3 ปี และให้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 15 ปี ถ้ามีการดูแลรักษาอย่างดี ตั้งแต่เริ่มออกดอกจนถึงดอกบานใช้เวลาประมาณ 20-25 วัน นับจากดอกบานจนถึงผลแก่ใช่เวลาประมาณ 8 เดือน ต้นส้มเขียวหวานที่มีอายุ 10 ปี ให้ผลผลิตประมาณ 150-180 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี น้ำหนักเฉลี่ยของผลประมาณ 8 ผลต่อ 1 กิโลกรัม
คุณค่าทางโภชนาการ: เนื้อส้ม มีวิตามินซี เอ บี มีธาตุแคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส มีกรดอินทรีย์หลายชนิด และอื่นๆ ส้มเขียวหวานมีวิตามินเอสูงมาก 4,000 I.U. ในส่วนที่กินได้ 100 กรัม ผิวส้มมีน้ำมันหอมระเหย วิตามินซี และสารอื่นๆ
สรรพคุณและการใช้ประโยชน์
ผลสุกรับประทานเป็นผลไม้ เชื่อม ทำน้ำผลไม้
ใช้เป็นยา: ผิวผลใช้สกัดทำทิงเจอร์ สำหรับใช้แต่งกลิ่นยา และมีฤทธิ์ขับลม เปลือกผลปรุงยาหอม แก้ลมวิงเวียน หน้ามืดตาลาย แก้ลมจุกเสียดแน่นเฟ้อ น้ำจากผลให้วิตามินซี รับประทานป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน บำรุงร่างกาย แก้ไอและขับเสมหะ
น้ำส้มคั้น
ส่วนผสม:
น้ำส้มคั้น  ¾  ถ้วย
น้ำมะนาว  2  ช้อนโต๊ะ
น้ำเชื่อม  3  ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น  ¼  ช้อนชา
น้ำแข็งบด  1 ½  ถ้วย
วิธีทำ:
เลือกส้มที่มีรสหวานอมเปรี้ยว ล้างให้สะอาด ผ่า 2 ซีก บีบน้ำส้ม แล้วเติมน้ำเชื่อม เกลือป่น น้ำมะนาว ชิมดูรสตามใจชอบ จะได้น้ำส้มสีเหลืองเข้มข้น รสชาติหวานเปรี้ยวเค็ม กลมกล่อม เทใส่แก้วเติมน้ำแข็ง เสิร์ฟได้ทันที


ข้อมูลอ้างอิง: หนังสือเคล็ดวิธี...กินอย่างไร? ไร้โรคภัย

Jun 17, 2011

Healthy Fruit - Banana

 กล้วยน้ำว้า คุณค่าคับผล จะสุกจะดิบ ก็อร่อยได้สารพัด ในบรรดาความหลากหลายของสารพันธุ์กล้วยที่มีอยู่ในเมืองเรา ไม่ว่าจะเป็นกล้วยหอมทอง กล้วยหอมเขียว กล้วยไข่ กล้วยหักมุก กล้วยเล็บมือนาง กล้วยนาก และกล้วยน้ำไท คงไม่มีกล้วยชนิดไหนที่คนไทยเราจะนิยมบริโภคมากเป็นอันดับหนึ่ง เท่ากับกล้วยน้ำว้า ซึ่งทิ้งห่างอันดับสองแบบไม่เห็นฝุ่น เพราะนอกจากกล้วยน้ำว้าจะมีราคาไม่แพงเหมือนกับกล้วยหอมแล้ว ยังหาซื้อได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ไปเดินตลาดที่ไหนก็มีขายกันทั่ว

กล้วยน้ำว้า (ชื่อวิทยาศาสตร์: Musa sapientum Linn.) เป็นกล้วยพันธุ์หนึ่ง พัฒนามาจากลูกผสมระหว่างกล้วยป่า กับกล้วยตานี เป็นพืชที่ขึ้นทั่วไปในเขตร้อน ขยายพันธุ์โดยแตกหน่อ บริโภคกันอย่างแพร่หลาย ปลูกง่าย รสชาติดี อร่อยด้วย กล้วยน้ำว้ามีชื่อพื้นเมืองอื่นเช่น กล้วยน้ำว้าเหลือง กล้วยใต้ หรือ กล้วยอ่อง
หัวปลี ซึ่งเป็นดอกของต้นกล้วย ก็สามารถกินได้ทั้งแบบดิบและสุก รสชาติจะฝาด นำกลีบมาชุบแป้งทอดกินได้ หรือจะใช้ใส่ในแกงเลียง ต้มยำไก่ กินแกล้มกับขนมจีนน้ำพริก ทำทอดมัน และอีกสารพัดเมนูของอร่อย ซึ่งหาทานได้ง่ายมาก มีมากมายตามสวนไร่นา
กล้วยน้ำว้านั้นยังเป็นยอดของผลไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งแทบจะหาที่ติไม่ได้เลย นอกจากจะซื้อง่ายขายถูกแล้ว ยังมีรสหวานพอเหมาะพอดี กินง่าย แปรรูปได้สารพัด นำมาทำขนมต่างๆ และยังใช้ประโยชน์อื่นๆ หลายอย่างจากลำต้นและใบ ผลมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ไม่ว่าจะทำดิบ ทำสุก หยวกก็กินดี หัวปลีก็กินอร่อย แถมพ่วงติดมาด้วยความเป็นสมุนไพรที่ใช้ประโยชน์ได้อีกตั้งมากมาย พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า คุณค่าคับผล จริงๆ
คุณค่าทางโภชนาการ: กล้วยน้ำว้าเมื่อเทียบกับกล้วยหอมและกล้วยไข่ กล้วยน้ำว้าจะให้พลังงานมากที่สุด ในส่วนของผลไม่ว่าจะกินแบบสุกหรือดิบอย่างไร ก็ให้พลังงาน (แคลอรี่) คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน (ต่ำ) วิตามินบี 1, บี 2 และไนอาซิน ในปริมาณที่เท่ากัน กล้วยน้ำว้าห่ามและสุกมีธาตุเหล็กในปริมาณสูง ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินซี ช่วยบำรุงกระดูก ฟัน และเหงือกให้แข็งแรง ช่วยให้ผิวพรรณดี อีกทั้งยังมีเบต้าแคโรทีน ไนอาซีนและใยอาหาร ช่วยให้ระบบขับถ่ายคล่องขึ้น กินกล้วยน้ำว้าสุกจะช่วยระบายท้อง และสามารถรักษาโรคเลือดออกตามไรฟันในเด็กเล็กได้ ช่วยลดอาการเจ็บคอ เจ็บหน้าอกที่มีอาการไอแห้งร่วมด้วย โดยกินวันละ 4-6 ลูก แบ่งกินกี่ครั้งก็ได้ กินกล้วยก่อนแปรงฟันทุกวันจะทำให้ไม่มีกลิ่นปาก และผิวพรรณดี เห็นผลได้ใน 1 สัปดาห์
กล้วยน้ำว้าดิบและห่ามมีสารแทนนิน เพคติน มีฤทธิ์ฝาดสมาน รักษาอาการท้องเสียที่ไม่รุนแรงได้ โดยกินครั้งละครึ่งผล หรือ 1 ผล อาการท้องเสียจะทุเลาลง นอกจากนี้จากการศึกษาวิจัยยังพบว่า มีผลในการรักษาโรคกระเพาะได้อีกด้วย ใครที่ชอบกินปลีกล้วยก็ยิ่งดี เพราะมากด้วยแคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส และวิตามินซี แถมยังมีเบต้าแคโรทีนติดมาในปริมาณมากด้วย ส่วนหยวกที่กินอร่อยนั้นก็โดดเด่นตรงที่ให้วิตามินบี 2 สูงสุด
สรรพคุณและการใช้ประโยชน์
กล้วยเป็นอาหารบำรุงกระเพาะและลำไส้ เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยระบายกากอาหารที่หมักหมม สาเหตุที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะและลำไส้
ผลดิบ: ป้องกันและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร รักษาท้องเสียเรื้อรัง อาหารไม่ย่อย โดยหั่นทั้งเปลือกเป็นแว่นตากแห้งแล้วบดเป็นผง ปั้นเป็นเม็ดหรือใช้ชงน้ำร้อนดื่ม ใช้ครั้งละประมาณเท่ากับกล้วยครึ่งถึงหนึ่งผล หรือนำผงมาใช้โรยรักษาแผลเน่าเปื่อย แผลติดเชื้อ แผลเรื้อรัง
ผลสุก: ช่วยการขับถ่าย มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและเชื้อรา แก้ท้องผูก บำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง รักษาแผลในกระเพาะอาหาร
เปลือกผลดิบ: ใช้สมานแผล
หัวปลี: บรรเทาอาการโรคกระเพาะอาหาร โรคลำไส้ ใบหัวปลีมีธาตุเหล็ก บำรุงเลือด ป้องกันโลหิตจาง ลดน้ำตาลในเลือด แก้ร้อนใน กระหายน้ำ คั้นน้ำใช้บำรุงโลหิต แก้ถ่ายเป็นมูกเลือด
ยาง: ใช้สมานแผล ห้ามเลือด
ใบ: ต้มแล้วนำมาอาบแก้เม็ดผดผื่นคัน หรือนำไปปิ้งเพื่อปิดแผลไฟไหม้
ราก: ต้มดื่มแก้ไข้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไข้ท้องเสีย แก้บิด แก้ผื่นคัน
กาบต้น, ลำต้น: ใช้ทำเชือก ทำแพ เลี้ยงหมู ฯลฯ

ข้อมูลอ้างอิง: หนังสือเคล็ดวิธี...กินอย่างไร? ไร้โรคภัย

Feb 24, 2011

10 Thai Fruits - High Antioxidant


เมืองไทยนับว่าเป็นเมืองผลไม้ เพราะมีผลไม้นานาขนิดที่เราสามารถเลือกกินได้ทุกฤดูกาล และเป็นโชคดีที่มีโอกาสกินผลไม้มากกว่าใครๆ ที่บอกว่าเป็นโชคก็เพราะคุณค่าที่มีอยู่ในผลไม้นั้นมากกว่าความอร่อยที่เราคาดหวัง ผลไม้เป็นแหล่งวิตามินและเบต้าแคโรทีน (beta-carotene) ที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง การกินผลไม้หลังอาหารเป็นประจำจะช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก และยังป้องกันโรคโลหิตจางได้อีกด้วย
นอกจากวิตามินและเบต้าแคโรทีนแล้ว เส้นใยจากผลไม้จะช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอล (cholesterol) ในร่างกาย ทำให้ไม่อ้วนและช่วยในการขับถ่าย ผลไม้บางชนิด เช่น แอปเปิล องุ่น ส้ม ยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน และผลไม้ยังมีโพแทสเซียม (potassium) ลดอาการบวมจากน้ำ และเพิ่มออกซิเจนในเซลล์ ทำให้ร่างกายสดชื่น ผิวพรรณเปล่งปลั่งดูอ่อนวัยด้วย ดังนั้นเราควรมากินผลไม้กันทุกวัน จะได้มีสุขภาพดีและสวยวันสวยคืน...
10 ผลไม้ไทย มีสารต้านมะเร็งสูง
จากการที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ทำการวิจัย “องค์ความรู้เรื่องปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ (วิตามินซี อี และเบต้าแคโรทีน) ในผลไม้” ซึ่งศึกษาผลไม้ทั้งหมด 83 ชนิด
ผลไม้ 10 อันดับแรกที่มีเบต้าแคโรทีนสูง คือ มะม่วงน้ำดอกไม้สุก มะเขือเทศราชินี มะละกอ กล้วยไข่ มะม่วงยายกล่ำ มะปรางหวาน แคนตาลูปเนื้อเหลือง มะยงชิด สับปะรดภูเก็ต มะม่วงเขียวเสวยสุก โดยผลไม้ทั้งหมดมีเนื้อสีส้ม สีเหลืองและเหลืองเข้ม แต่ผลไม้ที่ไม่มีเบต้าแคโรทีนเลย คือ แก้วมังกร มังคุด มะขามเทศ ลิ้นจี่และสาลี่ เป็นต้น
ผลไม้ 10 อันดับแรกที่มีวิตามินซีสูง คือ ฝรั่งกลมสาลี่ ฝรั่งไร้เมล็ด มะขามป้อม พุทรามะขามเทศ เงาะโรงเรียน ลูกพลับ แอปเปิล สตรอว์เบอร์รี่ มะละกอสุก ส้มโอขาวแตงกวา
ผลไม้ที่มีวิตามินอีสูง 10 อันดับแรกคือ ขนุนหนัง มะขามเทศ มะม่วงเขียวเสวยดิบ มะเขือเทศราชินี มะม่วงเขียวเสวยสุก มะม่วงน้ำดอกไม้สุก มะม่วงยายกล่ำสุก แก้วมังกรเนื้อสีชมพู สตรอว์เบอร์รี่ กล้วยไข่
ผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอีน้อยทั้ง 3 ตัว คือ สาลี่ องุ่น และแอปเปิล ส่วนผลไม้ที่มีสารทั้ง 3 ตัว ค่อนข้างสูงคือ มะเขือเทศราชินี
เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอี เป็นกลุ่มของสารอาหารที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระ ที่ก่อให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ทำลายเนื้อเยื่อ เกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและโรคหลอดเลือด สารอาหารทั้ง 3 ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เบต้าแคโรทีนจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ ป้องกันเนื้องอก ลดความเสี่ยงการเป็นต้อกระจก โรคมะเร็งและหัวใจได้ จึงควรรับประทานผลไม้ในปริมาณมากพอสมควรทุกวัน หรืออย่างน้อยวันละ 4 ส่วนของอาหารที่รับประทาน เพื่อสุขภาพที่ดี...